Showing posts with label แหวนแต่งงาน. Show all posts
Showing posts with label แหวนแต่งงาน. Show all posts

Monday, August 27, 2012

ทำไมต้องสวมแหวนแต่งงานที่ "นิ้วนางข้างซ้าย"?

(Why is the wedding ring on your fourth finger?)

เหตุผลที่ต้อง สวมแหวนแต่งงาน ที่นิ้วนางข้างซ้าย

วัฒนธรรมตะวันตก การสวมแหวนแต่งงาน หรือแหวนหมั้นจะสวม อยู่ในนิ้วนางข้างซ้าย แหวนนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อกัน วัฒนธรรมการ สวมแหวนแต่งงาน แม้จะเป็นของชาวตะวันตก แต่ก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศเราเองอย่างที่เห็นๆ กันอยู่





ที่มาของการเลือกให้นิ้วนางข้างซ้าย เป็นนิ้วสำหรับ สวมแหวนแต่งงาน

เกิดขึ้นเพราะคนสมัยโบราณเชื่อว่านิ้วนางข้างซ้ายนั้นเป็นที่ตั้งของ เส้นเลือดแห่งความรัก ทั้งนี้ ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์ทราบระบบการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต คนโบราณเชื่อว่าเส้นเลือดบนนิ้วนาง เชื่อมต่อไปยังหัวใจ อันเป็นสัญลักษณ์ของความรัก โดยความความเชื่อดังกล่างมีการอ้างว่าเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นในอาณาจักรก รีกโบราณ เมื่อประมาณ 3 ปี ก่อนคริสตกาล

ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างมือและหัวใจ จึงมีการตั้งชื่อเส้นเลือดดังกล่าวว่า Vena amoris อันเป็นภาษาละตินซึ่งมีหมายความว่า เส้นเลือดแห่งความรัก (vein of love)
......................................................................................................................................................
Vena amoris is a Latin name meaning, literally, "vein of love". Traditional belief established that this vein ran directly from the heart to the fourth finger of the left hand. This theory has been cited in western cultures as one of the reasons the engagement ring and/or wedding ring was placed on the fourth finger, or "ring finger". It is to be noted that this traditional belief is a fallacy as all the fingers in the hand have a similar vein structure.
by wikipedia
...................................................................................................................................................... 

ตามความเชื่อดังกล่าว ผู้คนจึงยอมรับให้สวมแหวนแต่งงานบนนิ้วนางข้างซ้าย และการ สวมแหวนแต่งงาน ในนิ้วนางข้างซ้ายนี้เองเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า คู่แต่งงานได้ประกาศมอบความรักนิรันดรให้แก่กันและกัน จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติกันมาในยุโรปจนถึงทุกวันนี้

ในสมัยกลางในยุโรป พิธีแต่งงานของชาวคริสต์จะมีการ สวมแหวนแต่งงาน เรียงกันมาตั้งแต่ นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง ของมือข้างซ้าย เพื่อแสดงถึงหลักตรีเอกานุภาพของศาสนา อันได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต ก่อนที่ในเวลาต่อมา คู่สมรสจะสวมเพียงนิ้วนางข้างซ้ายเพียงนิ้วเดียว

ในประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ แหวนแต่งงานจะสวมบนนิ้วนางข้างซ้าย อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศ เช่น เยอรมนี และชิลี แหวนแต่งงานจะถูกใช้สวมบนนิ้วนางข้างขวาแทน ชาวคริสต์นิกายออทอดอกซ์ พวกยุโรปตะวันออกและชาวยิวมีธรรมเนียมการสวมแหวนแต่งงานข้างขวาเช่นกัน ขณะในเนเธอร์แลนด์ และกลุ่มชาวคริสต์นิกายคาทอลิกจะสวมแหวนแห่งความรักนี้บนนิ้วนางข้างซ้าย

Wednesday, September 21, 2011

ทำไม.. ต้องสวมแหวนแต่งงานที่ "นิ้วนาง"

ทำไม...ต้องสวมแหวนแต่งงานที่ "นิ้วนาง"

(Why Do People Wear Wedding Rings On Their Ring Finger?)


ทำไม... ต้องสวมแหวนแต่งงานที่ “นิ้วนาง” ด้วย ไม่ใช่แค่เพราะเราเรียกมันว่า ring finger แน่ๆ มันต้องมีความหมายมากกว่านั้น

ทำไมต้องสวมแหวนนิ้วนางข้างซ้าย นั้นมีด้วยกันหลากหลายเหตุผล...





ที่มาของการเลือกให้นิ้วนางข้างซ้ายเป็นนิ้วสำหรับแหวนแต่งงาน

ที่มาของการเลือกให้นิ้วนางข้างซ้ายเป็นนิ้วสำหรับแหวนแต่งงาน เกิดขึ้นเพราะคนสมัยโบราณเชื่อว่านิ้วนางข้างซ้ายนั้นเป็น ที่ตั้งของเส้นเลือดแห่งความรัก ทั้งนี้ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์ทราบระบบการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต คนโบราณเชื่อว่าเส้นเลือดบนนิ้วนางเชื่อมต่อไปยังหัวใจ อันเป็นสัญลักษณ์ของความรัก โดยความความเชื่อดังกล่าว มีการอ้างว่าเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นในอาณาจักรกรีกโบราณ เมื่อประมาณ 3 ปี ก่อนคริสตกาลด้วยการเชื่อมโยงระหว่างมือและหัวใจ จึงมีการตั้งชื่อเส้นเลือดดังกล่าวว่า vena amori อันเป็นภาษาละติน ซึ่งมีหมายความว่า "เส้นเลือดแห่งความรัก" (vein of love) ตามความเชื่อดังกล่าว ผู้คนจึงยอมรับให้สวมแหวนแต่งงานบนนิ้วนางข้างซ้าย

และการสวมแหวนแต่งงานในนิ้วนางข้างซ้ายนี้เองเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า คู่แต่งงานได้ประกาศมอบความรักนิรันดรให้แก่กันและกัน จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติกันมาในยุโรปจนถึงทุกวันนี้

ในสมัยกลางในยุโรป พิธีแต่งงานของชาวคริสต์จะมีการสวมแหวนแต่งงานเรียงกันมาตั้งแต่ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง ของมือข้างซ้าย เพื่อแสดงถึงหลักตรีเอกานุภาพของศาสนา อันได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต ก่อนที่ในเวลาต่อมา คู่สมรสจะสวมเพียงนิ้วนางข้างซ้ายเพียงนิ้วเดียว

ในประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ แหวนแต่งงานจะสวมบนนิ้วนางข้างซ้าย อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศ เช่น เยอรมนี และชิลี แหวนแต่งงานจะถูกใช้สวมบนนิ้วนางข้างขวาแทน ชาวคริสต์นิกายออทอดอกซ์ พวกยุโรปตะวันออกและชาวยิวมีธรรมเนียมการสวมแหวนแต่งงานข้างขวาเช่นกัน ขณะในเนเธอร์แลนด์ และกลุ่มชาวคริสต์นิกายคาทอลิกจะสวมแหวนแห่งความรักนี้บนนิ้วนางข้างซ้าย


การทดลองที่น่ามหัศจรรย์ ของที่มาของการสวมแหวนแต่งงานที่ "นิ้วนาง"

ทดลองพิสูจน์ความมหัศจรรย์ด้วยตัวเอง ลองแบมือ 2 ข้าง ประกบเข้าหากัน (พนมมือ) แล้วงอนิ้วกลางลงข้างใน เอาหลังนิ้วกลาง ทั้ง 2 ข้างมาชนกัน ทีนี้... นิ้วที่เหลือ ก็คือ โป้ง/ ชี้/ นาง/ก้อย ให้เอาปลายนิ้วมาชนกัน ลองปล่อยนิ้วที่เอาปลายชนกัน ให้ออกจากกันทีละนิ้วโดยที่ “นิ้วกลาง” ยังคงงอแตะกันอยู่จะพบว่า... นิ้วชี้ ก็ปล่อยจากกันได้ นิ้วโป้ง ก็ปล่อยจากกันได้ นิ้วก้อย ก็ปล่อยจากกันได้ อย่างสบายๆ

แต่... “นิ้วนาง” กลับปล่อยออกจากกันไม่ได้ นั่นเป็นเพราะ ...

นิ้วกลาง แทน ตัวเราเอง
นิ้วโป้ง แทน พ่อแม่ ซึ่งวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไป
นิ้วชี้ แทน พี่น้อง ซึ่งเขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขาเอง
นิ้วก้อย แทน ลูก พอโตขึ้น ลูกก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง มีสังคม, ครอบครัว ของตัวเอง
นิ้วนาง แทน "คู่ชีวิต" ...ทีนี้ก็เหลือแค่ "คู่ชีวิต" แล้วล่ะ ที่จะอยู่กับเราไปจนแก่

note: ตามหลักกายวิภาคศาสตร์แล้ว นิ้วนางไม่สามารถแยกได้ เพราะว่านิ้วนางไม่มีกล้ามเนื้อที่ใช้ควบคุมการเหยียดนิ้วเหมือนนิ้วอื่นๆ


credit:
http://www.umarin.com/
http://horoscope.sanook.com/

Monday, September 19, 2011

แหวนหมั้น กับ แหวนแต่งงาน (Engagement ring & Wedding band)

แหวนหมั้น กับ แหวนแต่งงาน

ถ้าตอนหมั้นใส่แหวนที่นิ้วนาวข้างซ้ายแล้ว ตอนแต่งงานแหวนหมั้นจะไปอยู่ที่ไหน?

ฝรั่งเค้านิยมเรียก แหวนหมั้นหรือแหวนที่ใช้ขอแต่งงานว่า Engagement ring ส่วนแหวนแต่งงานเรียกว่า Wedding band ถ้าจะอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ







Engagement ring คือ แหวนที่มีหัวเพชร

Wedding band คือ แหวนที่เพชรเรียง หรือ ที่นิยมเรียกว่า "แหวนแถว"


แหวนหมั้น กับ แหวนแต่งงาน ตามธรรมเนียมฝรั่ง

ตามธรรมเนียมฝรั่ง แหวนหมั้น กับ แหวนแต่งงาน นี้จะใส่นิ้วนางข้าง “ซ้าย” ทั้งสองวง การหมั้นหมายอาจจะไม่ได้เป็นพิธีการใหญ่โตเหมือนธรรมเนียมไทย ส่วนใหญ่แล้วจะทำกันเป็นการส่วนตัว ไม่ต้องมีผู้ใหญ่ ไม่ต้องมีพยาน ไม่ต้องมีการแห่ขันหมากเหมือนของไทย การหมั้น จะทำกันเองเป็นการส่วนตัว ไม่มีวโรกาสที่ต้องหาฤกษ์ยามอะไร บางที่ก็หมั้นที่ชายหาด บางคู่ก็หมั้นกันบนเครื่องบิน หรือแล้วแต่ไหนที่คิดว่าโรแมนติกสำหรับตัวเองและคนรัก

ส่วนหลังจากนั้นจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงก็ไม่มีการกำหนดไว้ตายตัว แต่หลังจากนั้นแล้ว ว่าที่เจ้าสาวก็จะสวมแหวนหมั้นไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายไว้เลย ต่อมาเมื่อเข้าสู่พิธีแต่งงานก็จะสวมแหวนแต่งงานซึ่งเป็นแหวนแถว หรืออาจจะเป็นแหวนเกลี้ยงไม่มีเพชร ซ้อนแหวนหมั้นเอาไว้ แหวนสองวงนี้ใส่คู่กันค่ะ ฝรั่งจึงนิยมทำเป็นเซ็ท เพื่อความสวยงามเวลาใส่คู่กัน แต่ของผู้ชายจะเป็นแหวนแต่งงานวงเดียว

แหวนหมั้น กับ แหวนแต่งงาน ตามธรรมเนียมไทย

ส่วนของคนไทย แหวนแต่งงานไม่มีในประเพณีของการปฏิบัติ แต่จะซื้อให้กันภายหลังแต่งงาน หรือให้พร้อมตอนแต่งงาน หรือตามสะดวกที่จะซื้อให้กัน ทั้งนี้บางคู่อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วคนไทยมักนิยมให้แหวนเป็นสัญลักษณ์แทนใจด้วยเหมือนกัน แต่จะใส่แค่แหวนวงเดียวค่ะ แหวนหมั้นกับแหวนแต่งงานก็เป็นวงเดียวกันเลย หลังจากเข้าพิธีแล้ว ก็จะใส่ติดนิ้วไว้ตลอดเช่นกัน แม้กระทั่งเวลาอาบน้ำหรือเวลานอน อย่างน้อย 3-7 วัน อันนี้เป็นเคล็ดค่ะ

สำหรับคนที่แหวนแต่งานเป็นเพชรเม็ดใหญ่ กังวลเรื่องที่จะต้องใส่ทุกวัน ก็สามารถจะเอาแหวนจริงเก็บเอาไว้ แล้วทำเห็นแหวน band เอาไว้ใส่ในชีวิตประจำวันค่ะ สำหรับคู่รักที่ทำแหวน band เข้าคู่กันทั้งสองวง ทั้งของเจ้าสาวและเจ้าบ่าวก็เป็นอะไรที่น่ารักดีนะคะ




credit: http://www.weddinganswer.com/

Monday, April 18, 2011

"เพชร" สัญลักษณ์แห่ง "รักแท้" - Diamond symbol of True Love

เพชร สัญลักษณ์แห่งรักแท้
Diamond symbol of True Love

ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อเพชร คุณควรจะเข้าใจก่อนว่า คุณกำลังจะซื้ออะไร สิ่งง่ายๆที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อเพชรคือ 4Cs ได้แก่ cut (การเจียระไน), color (สี), clarity (ความสะอาด), และ carat weight (น้ำหนักและขนาด) ซึ่งคุณจะสามารถเลือกซื้อเพชรได้ โดยอิงจากปัจจัยเดียวกันกับที่ผู้ขายใช้ในการจัดคุณภาพเพชร

ทีนี้เรามารู้จักประวัติเพชรกันดีกว่า เพชร (Diamond) มาจากรากศัพท์ของภาษาฝรั่งเศส Diamant หมายถึง ไม่มีวันแพ้ ส่วนในภาษากรีกคือ Adamas แปลว่า ไม่สามารถเอาชนะได้ ชาวกรีกและโรมันเชื่อว่า เพชรคือ หยาดน้ำตาของเทพเจ้า สามารถมีพลังเอาชนะข้าศึกได้ ซึ่งคุณสมบัติของเพชรคือ "แข็งที่สุดในโลก" ไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้เพชรเป็นรอยได้ นอกจากเพชรด้วยกันเอง ดังคำกล่าวที่ว่า เพชรตัดเพชร

Diamond symbol of Ture Loveเพชร เป็นแร่อโลหะ ที่เกิดจากธาตุคาร์บอนบริสุทธิ์ ที่ทับถมมาเป็นเวลานาน ผลึกเหล่านี้ได้ถูกผลักดันขึ้นด้านบนนสู่ผิวโลกโดยภูเขาไฟระเบิด เมื่อเย็นตัวลงก็จะแข็งตัวเป็นแร่สีน้ำเงินชื่อ คิมเบอร์ไลท์ มีลัษณะเป็นรูป 8 หรือ 12 เหลี่ยม มีความแข็งและหนาแน่นมาก โดยส่วนใหญ่จะมีสีเหลือง สีขาวใส หรือบางทีอาจจะมีสีแดง น้ำเงิน เขียว และดำ ด้วยความที่เป็นอัญมณีที่หาได้ยาก จึงมีผู้ต้องการมาก และราคาสูง อีกทั้ง เพชร ยังเป็นสัญลักษณ์ของ "รักแท้" อีกด้วย

ทีนี้มาถึงแร่อีกชนิดหนึ่ง ที่นิยมนำมาทำเครื่องประดับเพชรซึ่งมาราคาพอๆกับทอง หรือ อาจจะแพงกว่าด้วยซ้ำไป นั่นคือ "แพลตินั่ม"

info credit: http://www.pfmjewelry.com/

รู้เรื่องเพชร


เลือกเพชรให้ได้ดั่งใจ สาระความรู้ ก่อนตัดสินใจซื้อเพชรดีๆ จากสถาบัน จีไอเอ
บรรยายไทย โดย ญาณเดช



Monday, February 21, 2011

เคล็ดลับ วิธีการเลือกซื้อ แหวนเพชร สำหรับงานหมั้น หรืองานแต่งงาน

เคล็ดลับ วิธีการเลือกซื้อ แหวนเพชร สำหรับงานหมั้น หรืองานแต่งงาน
(Guide to Selecting and Buying Diamond Engagement Wedding Rings)


1. กำหนดงบประมาณ และรู้ถึงความต้องการ - ตัวอย่างเช่นคุณต้องการใช้สำหรับวันสำคัญเช่น วันหมั้นหรือวันแต่งงาน ขนาดของเพชรไม่ว่าเม็ดเล็กหรือเม็ดใหญ่ ไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหาสำคัญของ "ความรัก" แม้แต่น้อย เพราะจุดมุ่งหมายสำคัญของการซื้อแหวนเพชรสำหรับการแต่งงาน นั้นก็เพื่อเป็นที่ระลึกถึงวันสำคัญ ของการใช้ชีวิตคู่กับคนที่เรารัก หรือเป็นข้อเตือนสติเตือนใจทุกครั้งที่มองดูแหวนวงนี้ว่า เราโชคดีที่ได้พบ "คู่ชีวิต" ที่เรารักและเลือกแล้ว ซึ่งจะเป็นคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ห่วงใยเอื้ออาทรต่อกัน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นความรู้สึกที่ดีงาม ต่อจิตใจทั้งสิ้น ฉะนั้นท่านจะซื้อแหวน ที่ประดับเพชรเม็ดเล็กนิดเดียว น้ำหนักแค่ 10 สตางค์ หรือร่ำรวยมีเงินทองมากมายจะซื้อเพชรขนาดใหญ่เม็ดละ 10 กะรัตก็ตาม แต่สำหรับ "ความหมายทางใจ" แล้วย่อมไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย

เคล็ดลับ วิธีการเลือกซื้อ แหวนเพชร สำหรับงานหมั้น หรืองานแต่งงานสมมุติว่าคุณมีเงินหรืองบประมาณในการซื้อแหวนเพชรอยู่จำนวน 30,000 บาท แต่ไม่ทราบว่าจะซื้อแหวนเพชรที่พอจะดูดีหรือไม่ เรื่องนี้ก็เช่นกันว่าจำนวนเงินย่อมไม่เป็นอุปสรรคอันใด เช่นเดียวกับขนาดของเพชร เงินจำนวนนี้ท่านสามารถซื้อเพชรเดี่ยวหนึ่งเม็ด ที่มีน้ำหนักประมาณ 30 สตางค์ และมีคุณภาพดีได้ ในราคาประมาณ 22,000 – 25,000 บาท ส่วนจำนวนเงินที่เหลือจะจ่ายให้เป็นค่าเรือนแหวน หรืออาจจะได้เพชรเม็ดเล็กๆ ขนาด 5 สตางค์ อีก 2 เม็ด เพื่อประดับประดาบนบ่าแหวนได้อีกด้วย

2. ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม - กำหนดคุณสมบัติเพชรที่ต้องการ เนื่องจากเพชรมีราคาสูง จึงควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 4C's อันได้แก่ น้ำหนักเพชร (Carat) สีของเพชร (Color) ความสะอาดของเพชร (Clarity) การเจียรนัย (Cut) และปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อความสวยงามของเพชร เมื่อมีความรู้พอสมควร คราวนี้ก็ได้เวลาตัดสินใจแล้วว่า เราจะให้ความสำคัญกับปัจจัยใดมากกว่า เช่น ถ้าเราอยากได้เพชรน้ำสวยๆ สีขาวพิเศษ เราก็อาจกำหนดคุณสมบัติเพชรที่ต้องการเป็น น้ำ 98 (F) ความสะอาด VS1 การเจียรไนเป็น Very good ขึ้นไป [สำหรับเซอร์ HRD แนะนำคุณภาพ 2VG (Very good/Very good) กรณีเป็นเซอร์ GIA/IGI แนะนำคุณภาพ 3VG (Very Good/Very Good/Very Good) ขึ้นไป เซอร์ GIA, IGI จะมีเกรด Excellent ด้วย] หรือในกรณีที่เราต้องการเพชรคุณภาพปานกลาง แต่ขอใหญ่ไว้ก่อน ก็อาจเลือกเป็น H/VVS2 ขนาด 60 ตังค์แทนก็ได้

3. สำรวจตลาดเมื่อเราตั้งงบประมาณ - และมีคุณสมบัติเพชรในใจแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาลองสำรวจตลาดแล้ว ลองเปรียบเทียบราคาเพชรดูสักสอง สามร้าน เราก็จะพอได้ไอเดียคร่าวๆ แล้วว่าราคาเพชรที่เราต้องการประมาณเท่าไหร่ จำไว้ว่าให้เทียบเพชรที่เกรด คุณภาพเดียวกันเสมอ ไม่ใช่ว่าดูร้านนึงเป็น G/VS1 ถูกกว่าอีกร้านที่เป็น E/VS1

สำหรับเพชรที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ (เช่น 30 ตังค์ขึ้นไป) แนะนำให้ซื้อเพชรที่มีเซอร์เท่านั้นนะครับ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นเพชรแท้ (ไม่ใช่ เพชรโมอีส หรือคิวบิก) และคุณภาพตรงกับที่ทางร้านกล่าวอ้าง

4. เลือกร้าน/เลือกเพชร - หลังจากลองสำรวจตลาดดูสักสอง สามร้านแล้ว เราคงจะได้ร้านที่ถูกใจทั้ง ราคา คุณภาพและการบริการ คราวนี้ก้อถึงเวลาเลือกซื้อเพชร นอกจากควรพิจารณาเพชรจากหลัก 4Cs แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรระวังเวลาเลือกซื้อเพชรอีกหลายประการอย่างเช่น ให้สังเกตใน certificate ว่าเพชรมีฟลูออเรสเซนรึป่าว ถ้าไม่มี หรือถ้ามีเป็น slight, faint (จางๆ) ถือว่าดี แต่ถ้าเป็น medium หรือ strong อันนี้ไม่ดีประกายเพชรจะหมองและเพชรดูฝ้า

จุดสังเกตอีกอันที่ควรระวังคือ เรื่องความลึกของเพชรครับ %(เปอร์เซ็น)ความลึกของเพชร (ความลึกเพชร/เส้นผ่านศูนย์กลางเพชร) ไม่ควรเกิน 63% ไม่งั้นเพชรจะดูหน้าแคบ และเล็กกว่าที่ควรจะเป็น สุดท้ายที่ควรระวัง คือความหนาของขอบเพชร (girdle) ครับ ขอบเพชรที่ดีจะอยู่ระหว่าง Thin-Slightly thick (บางถึงหนาเล็กน้อย) ถ้าเป็น medium ก็ดี แต่ถ้าเป็น Very thin, thick, very thick ไม่ค่อยดี ถึงขั้นตอนนี้เราคงเหลือเพชรให้พิจารณาอีกไม่กี่เม็ดแล้ว

ส่วนการเลือกร้านขายเพชร ควรเลือกร้านที่น่าเชื่อถือ ยิ่งถ้าคุณดูเพชรไม่เป็นเลย คุณควรที่จะซื้อกับผู้ขายที่เชื่อถือได้ หรือมีการแนะนำผ่านกันมาว่า ไว้ใจได้และขายเพชรที่มีคุณภาพดีให้กับลูกค้า

5. ตรวจสอบเพชรอย่างละเอียด - ลองตรวจสอบเพชรแต่ละเม็ดอย่างละเอียดอีกครั้ง ถ้าเพชรมียิงเลเซอร์เบอร์ certificate ที่ขอบ ลองดูว่าหมายเลขตรงกันรึป่าว หรือถ้าเป็นเพชรที่อยู่ในซีลที่ยังไม่แกะก็ดี ลองใช้ loupe ส่องดูเพชรอย่างละเอียดอีกครั้ง ว่ามีตำหนิที่มีสี ที่เห็นได้ง่ายรึป่าว ถ้าเราสามารถเห็นตำหนิได้ง่ายๆ แสดงว่าเพชรเม็ดนั้นเกรดต่ำกว่า VS2 เป็น SI แล้ว ถ้าเราหาแล้วหาอีกไม่เจออาจเป็น VVS หรือ VS ก็ได้ ถ้าในใบเซอร์มีการพล็อตตำแหน่งตำหนิ ให้เลือกเม็ดที่มีตำหนิอยู่ที่ขอบๆ หรือด้านหลังจะดีกว่าเพชรที่มีตำหนิกลางหน้า

ถ้าคุณอยากจะทราบหรือมั่นใจว่าเงินที่คุณจ่ายให้ผู้ขายนั้น จะได้สินค้าที่มีคุณภาพอย่างไร คุณก็สามารถให้ผู้ขายเขียนใบรับรอง ระบุรายละเอียดของแหวนวงที่คุณซื้อได้ เช่น
เคล็ดลับ วิธีการเลือกซื้อ แหวนเพชร สำหรับงานหมั้น หรืองานแต่งงาน- เบลเยียมคัตขนาด 10 สตางค์ จำนวน 10 เม็ด
- เพชรรัสเชียนคัตขนาด 55 สตางค์ 1 เม็ด
- ตัวเรือนแหวนทำด้วยทองคำ 90 % น้ำหนัก 10 กรัม
ฯลฯ

หรือถ้าคุณซื้อเพชรขนาดใหญ่ น้ำหนัก 50 สตางค์ (ครึ่งกะรัต) ขึ้นไป คุณอาจขอให้ทางร้าน หรือผู้ขายเพชรนำเพชรเม็ดที่ท่านตกลงใจซื้อ ไปให้สถาบัน อัญมณี หรือห้องแล็บต่างๆ ตรวจสอบคุณภาพเพื่อออกใบรับรองก็ได้ แต่ถ้าเป็นเพชรเม็ดเล็ก ให้ผู้ขายเขียนใบรับรองให้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

สำหรับกรณีที่เพชรเม็ดนั้นเป็น Heart&Arrow วิธีตรวจสอบให้สังเกตว่าเห็นลูกศรชัดเจนทั้ง 8 ดอกและมีขนาดเท่ากัน เมื่อมองจากด้านหน้าเพชร และเมื่อมองจากด้านหลังเพชร เป็นรูปหัวใจชัดเจนแปดดวง และมีขนาดเท่ากัน

6. การเลือกตัวเรือน - หลังจากเลือกเพชรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเลือกตัวเรือนแล้วว่าจะใช้เป็น white gold, pink gold หรือถ้างบประมาณอำนวย ก็อาจเลือกเป็น platinum (ซึ่งราคาจะแพงกว่าทอง 2-3 เท่า แต่สีเงินตามธรรมชาติและไม่ดำ ข้อควรระวังสำหรับ platinum คือไม่สามารถแก้ขนาดขึ้นลงได้มากนักในภายหลัง ถ้าเราเป็นคนที่น้ำหนักเปลี่ยนแปลงขึ้นลงมากๆ ไม่แนะนำ) เมื่อได้แบบที่ถูกใจ ถ้าเป็นไปได้ให้ลองสวมด้วย เพราะบางครั้งแหวนดูสวย แต่พอใส่แล้วไม่เหมาะกับนิ้วเราก็เป็นได้

7. ปัจจัยอื่นๆ - ปัจจัยอื่นๆที่ไม่ควรมองข้ามเมื่อเลือกซื้อแหวนเพชร เราควรสอบถามเรื่องนโยบายการขายคืน หรือการแลกซื้อวงใหม่ด้วย บางครั้งเราอาจคิดว่าไม่สำคัญ แหวนแต่งงานเรา เราไม่ขายอยู่แล้ว แต่อนาคตไม่แน่นอน เราอาจร้อนเงินภายหลังก็ได้ ถ้าไม่สอบถามหรือตกลงกันให้เรียบร้อย ภายหลังเราต้องการนำมาขายคืนเกิดทางร้านไม่รับซื้อ เสียความรู้สึกแย่เลย ควรตกลงกันให้เรียบร้อย ถ้าจะให้ดีเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรยิ่งดี อีกเรื่องคือการบำรุงรักษาครับ สอบถาม ตกลงกันให้เรียบร้อยว่า ถ้านำมาขัดชุบมีบริการให้ฟรีรึป่าว หรือเสียค่าบริการยังไง เคยเจอบางร้านคิดค่าขัดชุบแหวนตั้ง 1000 บาท แพงมากๆเลย บางคนไม่ทราบคิดว่าราคานี้เป็นราคาปกติ จริงๆแล้วค่าขัดชุบสำหรับเครื่องประดับชิ้นเล็กๆอย่าง แหวน จี้ ไม่น่าเกิน 300-400 บาท แต่ถ้าเป็นเครื่องประดับชิ้นใหญ่อย่าง สร้อยคอ เป็นไปได้ว่าอาจถึงหลักพัน

Diamond Color's Chart
Diamond Color's Chart

Diamond Clarity Chart


ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.geleediamond.com
http://www.jabchai.com
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...